
กู้ไฟล์ที่ลบไปแล้ว สอน 5 วิธีกู้ไฟล์ในถังขยะในไม่กี่นาที
เคยไหม? เผลอลบไฟล์ในคอมหรือรูปสำคัญไปแบบไม่ตั้งใจ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็หาไม่เจอแล้ว แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปแค่รู้วิธีกู้ไฟล์ที่ลบไปแล้ว กู้ไฟล์ในถังขยะกลับมาได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งร้านซ่อมหรือโปรแกรมขั้นเทพ พร้อมอธิบายขั้นตอนการดึงไฟล์ที่ลบไปแล้ว Windows 10 และดึงไฟล์ที่ลบไปแล้ว Windows 11 อย่างละเอียด ตั้งแต่การกู้ไฟล์ที่ลบในคอมจากถังขยะ ไปจนถึงการใช้เครื่องมือกู้ไฟล์ที่ลบจากถังขยะ อ่านจบปุ๊บทำได้เองปั๊บ แค่ไม่กี่นาที ไฟล์ก็กลับคืนมาได้สบาย ๆ
ทำได้จริง แต่โอกาสที่จะกู้ได้สำเร็จจะต้องขึ้นอยู่กับวิธีและระยะเวลาในการรีบกู้ไฟล์ที่ลบไปแล้ว ซึ่งปกติเวลาลบไฟล์ (แค่กด Delete) ไฟล์จะยังไม่ได้หายไปจากเครื่องทันที แต่จะโดนย้ายไปเก็บไว้ในที่พักชั่วคราวที่เรียกว่า ถังขยะ (Recycle Bin) ก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกู้ไฟล์ในถังขยะ
แต่ถ้าลบไฟล์แบบถาวร (กด Shift + Delete) หรือสั่งล้างถังขยะ (Empty Recycle Bin) ไฟล์จะไม่ได้หายไปไหนในทันทีเช่นกัน โดยระบบปฏิบัติการ (Windows/Mac OS) จะทำแค่ลบชื่อไฟล์ออก ให้ไฟล์ใหม่มาเขียนทับแทนได้ ถ้ายังไม่มีข้อมูลใหม่มาแทนที่ กู้คืนไฟล์ที่ลบถาวรจะยังสามารถกู้คืนได้ด้วยโปรแกรมกู้ไฟล์ต่าง ๆ เช่น Recuva, EaseUS หรือ Disk Drill เป็นต้น

ถ้าแค่เผลอลบไฟล์ในคอมไปโดยไม่ตั้งใจ ไฟล์เหล่านั้นจะถูกย้ายไปอยู่ในถังขยะ (Recycle Bin) บนหน้าจอ Desktop ก่อนจะโดนลบจริง ๆ ซึ่งหมายความว่า ยังสามารถวิธีเรียกคืนไฟล์ที่ลบไปแล้วง่าย ๆ ในไม่กี่นาที ทั้งใน Windows 10 หรือ Windows 11 โดยวิธีเรียกคืนไฟล์ที่ลบไปแล้วหรือกู้ไฟล์ในถังขยะ มีรายละเอียด ดังนี้
เปิด Recycle Bin : Double click ที่ไอคอน Recycle Bin บนหน้าจอ Desktop
ค้นหารายการไฟล์ที่ต้องการ
สามารถใช้ ช่องค้นหา (Search) ที่มุมขวาบน เพื่อพิมพ์หาไฟล์ที่ลบไปแล้ว
สามารถคลิกขวาในพื้นที่ว่างแล้วเลือก Sort by > Date Deleted เพื่อให้ไฟล์ที่เพิ่งลบล่าสุดแสดงขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ ได้
กู้คืน (Restore)
ถ้าต้องการกู้ไฟล์ที่ลบไปแล้วไฟล์เดียว : คลิกขวาที่ไฟล์ที่ต้องการ แล้วเลือกเมนู Restore
ถ้าต้องการกู้ไฟล์ในถังขยะหลายไฟล์ กดปุ่ม Ctrl ค้างไว้แล้วคลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการทีละไฟล์ จากนั้นคลิกขวาที่ไฟล์ใดไฟล์หนึ่งแล้วเลือก Restore
ตำแหน่งไฟล์ถังขยะจะอยู่บนหน้าจอ Desktop ไอคอน Recycle Bin
ซึ่งจริง ๆ แล้วไฟล์จะโดนเก็บไว้ในโฟลเดอร์ระบบชื่อ $Recycle.Bin ซึ่งอยู่ในไดรฟ์ที่ไฟล์นั้นโดนลบไป เช่น C:\$Recycle.Bin
โดย Windows จะซ่อนโฟลเดอร์ไว้ตามค่าเริ่มต้น ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้าถึงผ่านไอคอน Recycle Bin บน Desktop มากกว่า
สรุปสั้น ๆ ถ้าต้องการกู้ไฟล์ในถังขยะให้เปิด Recycle Bin บน Desktop แต่ถ้าหาไม่เจอ ให้เช็กโฟลเดอร์ระบบ $Recycle.Bin (ต้องเปิดการแสดงไฟล์ซ่อนใน Windows)

ถ้าตรวจสอบใน Recycle Bin แล้วไม่พบไฟล์ที่ต้องการ หมายความว่าไฟล์อาจโดนลบแบบถาวรไปแล้ว (Permanent Delete) ซึ่งอาจเกิดจากการกด Shift + Delete การล้างถังขยะหรือโปรแกรมบางตัวลบไปอัตโนมัติ โดยใช้วิธีเรียกคืนไฟล์ที่ลบไปแล้วด้วยโปรแกรมกู้ข้อมูล (Data Recovery Software) โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ติดตั้งโปรแกรม (บนไดรฟ์อื่น) : ดาวน์โหลดโปรแกรมกู้ข้อมูลและติดตั้งลงบนไดรฟ์ที่ไม่ใช่ไดรฟ์ที่ไฟล์หาย (สำคัญมาก) เช่น ไฟล์หายจากไดรฟ์ D ให้ติดตั้งโปรแกรมลงไดรฟ์ C เพื่อป้องกันการเขียนข้อมูลทับไฟล์ที่ต้องการกู้
2. เลือกไดรฟ์และเริ่มสแกน : เปิดโปรแกรมขึ้นมา เลือกไดรฟ์ที่ไฟล์เคยอยู่ แล้วกดปุ่ม Scan โปรแกรมจะเริ่มค้นหาไฟล์ที่โดนลบทั้งหมด ซึ่งอาจมีโหมด Quick Scan และ Deep Scan ให้เลือก
3. ค้นหาไฟล์และกู้คืน : เมื่อสแกนเสร็จ ให้ใช้ฟังก์ชัน Preview เพื่อดูตัวอย่างไฟล์ก่อนกู้จริง เมื่อเจอไฟล์ที่ต้องการแล้ว ให้กด Recover และเลือกบันทึกไฟล์ไปยังไดรฟ์อื่นเสมอ เช่น บันทึกไปที่ External HDD หรือ USB Drive เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
เมื่อรู้ว่าไฟล์หายควรหยุดอัปเดตทุกอย่างบนไดรฟ์ที่ไฟล์นั้นเคยอยู่ ไม่ว่าจะเป็น การคัดลอกไฟล์ ติดตั้งโปรแกรมหรือการท่องอินเทอร์เน็ต (หากไฟล์เคยอยู่บนไดรฟ์ C:) เพราะข้อมูลที่โดนลบไปแล้วยังคงอยู่ แต่ระบบยังอนุญาตให้พื้นที่ตรงนั้นเขียนทับได้ การใช้งานคอมพิวเตอร์ต่อไปอาจทำให้มีข้อมูลใหม่ถูกเขียนทับลงไปบนไฟล์เก่า ยิ่งถูกเขียนทับมากเท่าไร โอกาสที่จะกู้ไฟล์ที่ลบในคอมได้สำเร็จก็จะยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น
แชร์พิกัด 3 โปรแกรมกู้ไฟล์ที่ลบไปแล้วยอดนิยมที่ใช้งานง่าย ได้ผลจริง เหมาะกับทั้งมือใหม่และมืออาชีพ
1. Recuva : ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป มีเวอร์ชันฟรีที่ความสามารถเพียงพอต่อการกู้ไฟล์พื้นฐาน
2. Disk Drill : ดีไซน์แอปฯ สวย ใช้งานง่าย มีเวอร์ชันฟรีที่สามารถกู้ข้อมูลได้สูงสุด 500MB หากต้องการมากกว่านั้นต้องอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน
3. EaseUS Data Recovery Wizard : มีประสิทธิภาพสูง สามารถกู้ข้อมูลได้หลากหลายสถานการณ์ เวอร์ชันฟรีสามารถกู้ไฟล์ได้สูงสุด 2GB

ก่อนจะลงมือกู้ไฟล์ที่ลบไปแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การรู้จักข้อควรระวังต่าง ๆ ก่อน หากเผลอทำผิดขั้นตอน อาจทำให้ไฟล์โดนเขียนทับหรือเสียหายจนกู้คืนไม่ได้อีก การป้องกันไว้ก่อนจะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสกู้ไฟล์ได้สำเร็จและลดความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูลซ้ำซ้อนได้อย่างตรงจุด
อย่าบันทึกไฟล์ใหม่ทับลงในไดรฟ์เดียวกับที่ไฟล์หาย : ยิ่งเขียนข้อมูลใหม่ โอกาสที่ไฟล์เก่าจะโดนทับและกู้คืนไม่ได้ก็ยิ่งสูง
หยุดใช้งานไดรฟ์ทันที : หากไฟล์หายในไดรฟ์ C ควรเลี่ยงการติดตั้งโปรแกรมหรือบันทึกงานใหม่ลงไป
เลือกโปรแกรมกู้ไฟล์ที่เชื่อถือได้ : โปรแกรมบางตัวอาจกู้คืนได้ไม่สมบูรณ์ หรือเสี่ยงติดมัลแวร์ ควรใช้ที่ได้รับที่มีความน่าเชื่อถือ
เก็บไฟล์ที่กู้ได้ไปที่ไดรฟ์อื่น เช่น กู้ไฟล์จากไดรฟ์ C ให้บันทึกไปที่ D หรือ External HDD/USB เพื่อป้องกันการทับไฟล์เดิม
อย่ากู้ไฟล์ซ้ำหลายรอบ : การกู้ซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ตั้งค่าใหม่ อาจทำให้ไฟล์ที่เหลือเสียหายได้ ควรเลือกวิธีหรือโปรแกรมที่เหมาะสมตั้งแต่แรก
เพื่อไม่ต้องเสียเวลามากู้ไฟล์ที่ลบไปแล้วบ่อย ๆ เราสามารถลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดซ้ำได้ด้วยการจัดเก็บไฟล์อย่างเป็นระบบและใช้เครื่องมือช่วยป้องกัน ไม่ว่าจะเป็น
สำรองข้อมูลเสมอ (Back Up) ควรเก็บสำเนาไฟล์สำคัญไว้อีกที่หนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ External HDD หรือบริการ Cloud Storage (Google Drive หรือ OneDrive)
เปิดใช้ File History ใน Windows ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ติดมากับ Windows 10/11 เพื่อสำรองไฟล์เวอร์ชันต่าง ๆ ไปยังไดรฟ์ภายนอกโดยอัตโนมัติ ช่วยให้สามารถย้อนเวลากลับไปหาไฟล์เวอร์ชันเก่าได้
ทบทวนให้ดีก่อนลบไฟล์ถาวร (Shift+Delete) จัดระเบียบโฟลเดอร์ให้ชัดเจน และกดบันทึกงาน (Ctrl+S) บ่อย ๆ จนเป็นนิสัย
บางครั้งการกู้คืนไฟล์ที่ลบถาวรก็ไม่ได้ผลตามที่หวัง ถึงจะใช้โปรแกรมกู้ข้อมูลดี ๆ ก็ไม่สามารถกู้คืนไฟล์ที่ลบได้อย่างสมบูรณ์ การเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้ป้องกันความผิดพลาด เพิ่มโอกาสกู้ไฟล์สำเร็จ และลดความเสี่ยงไฟล์หายถาวรด้วย
1. ข้อมูลโดนเขียนทับ ถ้ายังใช้งานคอมพิวเตอร์ต่อหลังจากไฟล์หาย เช่น ลงโปรแกรม เล่นเน็ต อาจเขียนข้อมูลใหม่ทับไฟล์เก่าไปแล้ว ทางแก้ที่ดีที่สุด คือ หยุดใช้งานไดรฟ์นั้นทันที
2. ไดรฟ์เสียหายทางกายภาพ หากฮาร์ดไดรฟ์มีเสียงดังผิดปกติ ตกกระแทก หรือคอมพิวเตอร์มองไม่เห็นไดรฟ์ โปรแกรมกู้ข้อมูลจะช่วยไม่ได้ การฝืนใช้งานต่ออาจทำให้อาการหนักกว่าเดิม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
3. การทำงานของ TRIM บน SSD ไดรฟ์แบบ SSD ส่วนใหญ่มีระบบล้างข้อมูลที่โดนลบอย่างถาวร (TRIM) เพื่อรักษาความเร็ว ทำให้การกู้คืนข้อมูลทำได้ยากมากและต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดหลังจากไฟล์หาย
การกู้ไฟล์ที่ลบไปแล้วสามารถทำได้ทั้งจากถังขยะหรือโปรแกรมกู้ข้อมูล หากลบถาวรควรรีบกู้และหลีกเลี่ยงการเขียนไฟล์ใหม่ ใช้โปรแกรมเชื่อถือได้ เช่น Recuva, EaseUS หรือ Disk Drill และเก็บไฟล์กู้คืนไว้ไดรฟ์อื่น สำรองข้อมูลเป็นประจำ เปิดฟีเจอร์ File History หรือใช้ Cloud Storage เพื่อลดความเสี่ยงไฟล์หายซ้ำ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้กู้ข้อมูลไม่สำเร็จ คือ ข้อมูลโดนเขียนทับ ไดรฟ์เสียหาย หรือ SSD ที่เปิดระบบ TRIM ถ้าปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านี้ จะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสกู้ไฟล์สำเร็จและป้องกันการสูญเสียข้อมูลซ้ำ
และสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสินค้า IT ชั้นนำ iHAVECPU เรามีสินค้า IT ทั้งคอมพิวเตอร์ External HDD USB และอุปกรณ์เสริมแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมให้คำแนะนำการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับการใช้งานจริง ลดโอกาสไฟล์หาย และช่วยให้คุณกู้ไฟล์ได้ง่ายขึ้นเมื่อเกิดปัญหาจริง
สามารถกู้คืนได้ ตราบใดที่ข้อมูลนั้นยังไม่โดนเขียนทับ แต่ต้องใช้โปรแกรมกู้ข้อมูลโดยเฉพาะ และควรรีบทำทันทีเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ
ได้ สามารถใช้โปรแกรมกู้ข้อมูลตัวเดียวกับที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยเลือกสแกนที่ไดรฟ์ของอุปกรณ์นั้น ๆ และยังคงใช้กฎเหล็กข้อเดิม คือ หยุดใช้งานทันทีหลังรู้ตัวว่าไฟล์หาย
จริง เพราะ SSD มีเทคโนโลยี TRIM ที่จะล้างข้อมูลที่ถูกลบอย่างถาวรเพื่อรักษาความเร็ว ทำให้การกู้คืนทำได้ยากและมีโอกาสสำเร็จน้อยกว่า HDD ดังนั้น ความเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการกู้ข้อมูลจาก SSD
หยุดใช้งานไดรฟ์นั้นทันที ห้ามสร้าง คัดลอกหรือดาวน์โหลดไฟล์ใด ๆ ลงในไดรฟ์นั้นเด็ดขาด เพื่อป้องกันข้อมูลใหม่เขียนทับไฟล์เก่า จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบในถังขยะ หรือใช้โปรแกรมกู้ข้อมูลตามขั้นตอน




