
How to ปิดอัพเดท Windows 10 ทำเองง่าย ๆ ภายใน 1 นาที!
เบื่อไหมกับการที่ Windows 10 อัพเดทบ่อยจนเสียเวลา? อยากจะหยุดการอัพเดทอัตโนมัติเพื่อให้เครื่องทำงานได้ลื่นไหลมากขึ้นใช่ไหม? วันนี้เรามีวิธีปิดอัพเดท Windows 10 แบบง่ายๆ ที่คุณทำเองได้ภายใน 1 นาที! ไม่ต้องงง ไม่ต้องกลัว ตามมาดูกันเลยค่ะ
การปิดอัพเดท Windows 10 หมายถึงการหยุดการดาวน์โหลดและติดตั้งอัพเดทระบบปฏิบัติการจะทำอัตโนมัติ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เครื่องทำงานช้าลง หรือเสียเวลารอเวลาในการอัพเดท นอกจากนี้ การปิดอัพเดทยังช่วยให้คุณจัดการเครื่องของคุณตามที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แอปพลิเคชันที่ต้องการความเข้ากันได้อย่างเต็มที่หรือป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากการอัพเดทใหม่ๆ ที่อาจไม่เสถียร
ถ้าคุณต้องการปิดอัพเดท Windows 10 แบบถาวร คุณสามารถทำได้โดยทำตามขั้นตอนดังนี้
เปิด "Run" โดยกดปุ่ม Windows + R
พิมพ์ services.msc แล้วกด Enter
ค้นหา "Windows Update" จากนั้นคลิกขวาและเลือก "Properties"
ในหมวด "Startup type" ให้เลือก "Disabled"
คลิก "Apply" และ "OK"
การทำเช่นนี้จะทำให้ Windows Update ถูกปิดถาวร แต่ให้ระวังว่าการไม่อัพเดทจะทำให้คุณสูญเสียการปรับปรุงความปลอดภัยและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ชนิดต่าง ๆ
ถ้าคุณไม่ต้องการปิดอัพเดท Windows 10 แบบถาวร คุณสามารถใช้งานโปรแกรมที่ช่วยหยุดการอัพเดทชั่วคราวได้ เช่น:
StopUpdates10 - โปรแกรมนี้ให้คุณหยุดการอัพเดทได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องปรับแต่งระบบเกินไป คุณสามารถสั่งให้โปรแกรมหยุดอัพเดทได้ทันที
Win Update Stop - โปรแกรมนี้ช่วยให้คุณบริหารจัดการการอัพเดทได้ตามที่ต้องการ และสามารถเริ่มต้นการอัพเดทเมื่อคุณต้องการได้
การใช้โปรแกรมเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณควบคุมได้มากขึ้นว่าต้องการจะอัพเดทเมื่อไร โดยไม่ทำให้ระบบของคุณโดนตัดการเชื่อมต่อจากอัพเดทใหม่ๆ ในอนาคต
การปิดอัพเดท Windows 10 เป็นทางเลือกที่ผู้ใช้งานสามารถทำได้เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องให้ดีขึ้น แต่ก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการไม่อัพเดทเช่นกัน คุณสามารถเลือกวิธีการปิดที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณที่สุด ทั้งแบบถาวรหรือแบบชั่วคราว ก็แล้วแต่ความสะดวกสบายของแต่ละคนค่ะ!
หากคุณต้องการหยุดการอัปเดต Windows 10 แบบถาวรหรือลดความถี่ของการอัปเดต สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้
ตั้งค่าผ่าน Group Policy Editor (สำหรับ Windows 10 Pro/Enterprise)
กดปุ่ม Windows + R แล้วพิมพ์ gpedit.msc
ไปที่ Computer Configuration > Administrative Templates > Windows Components > Windows Update
ดับเบิลคลิกที่ Configure Automatic Updates
เลือก Disabled แล้วคลิก OK
ตั้งค่าผ่าน Registry Editor
กดปุ่ม Windows + R แล้วพิมพ์ regedit
ไปที่
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Policies\Microsoft\Windows\WindowsUpdate\AU
หากไม่มีโฟลเดอร์ดังกล่าว ให้สร้างใหม่โดยคลิกขวาที่โฟลเดอร์ WindowsUpdate > เลือก New > Key ตั้งชื่อว่า AU
คลิกขวาที่โฟลเดอร์ AU > เลือก New > DWORD (32-bit) Value
ตั้งชื่อว่า NoAutoUpdate
ดับเบิลคลิกที่ค่านี้ และเปลี่ยน Value Data เป็น 1
ใช้ Metered Connection
สำหรับผู้ใช้ Wi-Fi สามารถตั้งค่าให้ Windows ไม่ดาวน์โหลดการอัปเดตโดยอัตโนมัติ
ไปที่ Settings > Network & Internet > Wi-Fi > คลิกที่เครือข่ายที่คุณเชื่อมต่อ
เลื่อนลงมาที่ Metered Connection และเปิดใช้งาน
การปิดอัปเดตอาจทำให้ระบบไม่ได้รับการปรับปรุงความปลอดภัยหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนั้นควรเปิดใช้งานอัปเดตเมื่อมั่นใจว่าต้องการใช้งานฟีเจอร์ใหม่หรือต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดในระบบ!
การปิดการอัปเดท Windows 10 อาจเป็นทางเลือกที่ผู้ใช้งานหลายคนพิจารณาเมื่อมีการเปิดตัว Windows 11 ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์และการปรับปรุงที่น่าสนใจมากมาย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีข้อดีและข้อเสียที่ต้องพิจารณา
Windows 11 นำเสนอการออกแบบใหม่ที่ทันสมัยและฟีเจอร์เพิ่มเติมที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การจัดการหลายหน้าต่างที่ดีขึ้น และการตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้ที่หลากหลาย การปิดอัปเดทใน Windows 10 จะช่วยให้คุณมีเวลาและพื้นที่เพียงพอในการสำรวจและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
บางครั้งการอัปเดทใน Windows 10 อาจสร้างปัญหาความเข้ากันได้กับโปรแกรมต่าง ๆ และอาจทำให้การทำงานของระบบหยุดชะงัก การปิดการอัปเดทที่ไม่ต้องการอาจช่วยลดปัญหานี้และทำให้ระบบของคุณทำงานได้อย่างเสถียร
เมื่อคุณปิดการอัปเดท Windows 10 คุณสามารถควบคุมได้ว่าต้องการจะอัปเดทเมื่อใด และสามารถวางแผนในการเปลี่ยนไปยัง Windows 11 ในเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเดทที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้น
ถ้าคุณมีภารกิจที่สำคัญหรือโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การปิดอัปเดทสามารถช่วยให้ระบบของคุณทำงานได้อย่างราบรื่นโดยไม่ถูกขัดจังหวะจากการอัปเดท ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมุ่งมั่นกับงานได้เต็มที่
การปิดอัปเดท Windows 10 เพื่อเปลี่ยนเป็น Windows 11 อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมประสบการณ์การใช้งานของตนเอง แต่อย่าลืมว่ายังมีความเสี่ยงจากการไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัยและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ควรตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ
หากสนใจตรวจสอบสินค้าเพิ่มเติมเข้ามาชมได้ที่เว็บไซต์ iHAVECPU และถ้าต้องการสอบถามก็สามารถติดต่อหาเราได้ที่ LINE@ihavecpu รับรองว่าตอบเร็วทันใจ ข้อมูลครบอย่างแน่นอน
การปิดอัปเดท Windows 10 มีข้อดีและข้อเสียอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับความต้องการส่วนบุคคลและการใช้งานของคุณเอง หากคุณต้องการความเสถียรและควบคุมการทำงาน การปิดอัปเดทอาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่หากคุณกังวลเรื่องความปลอดภัยและไม่ต้องการพลาดฟีเจอร์ใหม่ ๆ คุณอาจจะพิจารณาเปิดอัปเดทไว้ดีกว่า
ใช่ การปิดอัปเดท Windows 10 อาจทำให้ระบบของคุณไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากไวรัสหรือมัลแวร์ ควรเปิดใช้งานอัปเดทเป็นประจำเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ของคุณ
หากคุณต้องการเปิดการอัปเดทอีกครั้ง เพียงไปที่ Settings > Update & Security > Windows Update และคลิกที่ "Resume updates" เพื่อกลับมาใช้งานการอัปเดทอย่างปกติ
การปิดอัปเดทสามารถช่วยลดปัญหาความเข้ากันได้ที่อาจเกิดจากการอัปเดทใหม่ ๆ แต่ระบบของคุณอาจพลาดการมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือการแก้ไขบัคที่สำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน
นอกจากการเพ่าตั้งค่าเป็น Metered Connection ที่กล่าวถึงข้างต้น คุณยังสามารถกำหนดช่วงเวลาการอัปเดทให้ตรงกับเวลาที่คุณใช้งานน้อยที่สุดผ่านบริเวณ "Active hours" ในหน้า Windows Update เพื่อหลีกเลี่ยงการอัปเดทในเวลาที่ไม่สะดวก




